ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10
โรคจิตเภท (Schizophrenia)



โรคจิตเภท (Schizophrenia)

โรคจิตเภท หรือ Schizophrenia เป็นโรคที่มีความผิดปกติของความคิด เป็นอาการเด่น แต่มีผลถึงการรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรม โดยผู้ป่วยไม่มีอาการทางกายหรือสูญเสียการทำงานของอวัยวะทางสมองส่วนใด ลักษณะอาการของโรคจิตเภท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอาการดังนี้

1. อาการเริ่มต้น มีลักษณะดังนี้ 1) อาการเริ่มต้นด้วยมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ชอบแยกตัว อยู่ตามลำพัง พูดน้อยลง ไม่สนใจตนเอง แต่งกายสกปรก 2) แสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์ สีหน้าเฉยเมย 3) ขาดความคิดริเริ่ม ไม่สนใจการเรียน และการทำงาน 4) การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันบกพร่อง 5) พูดคนเดียว

2. อาการป่วย มีอาการผิดปกติของความคิด การรับรู้ และอารมณ์ มีความสับสนเกี่ยวกับตนเอง เอกลักษณ์ของตน ตลอดจนบกพร่องในบทบาทหน้าที่ของตน ลักษณะของอาการป่วยมีดังนี้
1) ความผิดปกติของความคิด ความผิดปกติของการคิด โดยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นจริง และเหตุผล ผู้ป่วยจะมีความคิดเข้าหาตนเอง (autism) ไม่มองสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดมีอาการหลงผิด (delusion) 2) ความผิดปกติของการรับรู้ อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ อาการประสาทหลอน (hallucination) เป็นการรับรู้โดยที่ไม่มีสิ่งมากระตุ้นจากภายนอก นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ปรากฎได้แก่ การรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง เรียกว่า Illusion
3) ความผิดปกติด้านอารมณ์ ผู้ป่วยโรคจิตเภทจะมีลักษณะทางอารมณ์ผิดปกติ 2 ชนิดคือ
- Apathy คือมีอารมณ์เฉยเมย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
- Inappropriate mood แสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์
4) ความสับสนเกี่ยวกับตน ผู้ป่วยจิตเภทจะมีความสับสนเกี่ยวกับตนเอง เอกลักษณ์ของตน ตลอดจนบกพร่องในบทบาทหน้าที่ของตน

3. อาการทางคลินิกของผู้ป่วยจิตเภท
Bleuler (1950 in Rebraca 1994) ได้แบ่งอาการของโรคจิตเภทไว้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้
1) Primary Symptoms อาการระดับต้น มีลักษณะ 4 A ดังนี้
- Association disturbance or loosening of association มีความผิดปกติในการติดต่อเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ทั้งตนเอง บุคคลและครอบครัว
- Affective disturbance or inappropriate mood มีความผิดปกติด้านอารมณ์ มีอารมณ์และการแสดงออกไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์
- Autism มีความคิดหมกมุ่นแต่เรื่องของตนเอง
- Ambivalence มีความรู้สึกสองอย่างในเวลาเดียวกัน เกิดความรู้สึกไม่แน่ใจ ลังเล ตลอดเวลา

2) Secondary Symptoms อาการระดับที่สอง เป็นอาการที่รุนแรงขึ้นกว่าระดับต้น ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นดังนี้
- Delusion มีอาการหลงผิด (false belief)
- Illusion การแปลภาพผิดไปจากความจริง (false interpretation)
- Hallucination การรับรู้ผิด (false perception)

3) อาการอื่นๆ คือ
- สูยเสียความเป็นตนเอง และเอกลักษณ์ของตน (Loss of ego boundaries or loss of owns' identity)
- ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ เสีย (Inadequate ability)
- สูญเสียการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
- อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ
- มีอาการเจ็บป่วยทางกาย
- ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง

การบำบัดรักษาโรคทางจิตเภท
การบำบัดที่ได้ผล และมักนิยมใช้มีดังนี้
1. จิตบำบัด (Psychotherapy) อาจดำเนินการทั้งรายบุคคล เป็นกลุ่ม หรือ ครอบครัวตามความเหมาะสม
2. การใช้สัมพันธภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (Relationship and Milieu Therapy) เน้นที่การติดต่อสื่อสาร การใช้สัมพันธภาพ และจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ลดภาวะเครียด และพัฒนาความสามารถในการปรับตัวรายบุคคล
3. การรักษาด้วยยา (Chemotherapy) การรักษาด้วยยา เช่น ยา Antipsychotic druge, Antiparkinson agents อาจต้องเตรียมไว้เพื่อลดอาการ extrapyramidal side effect ของ psychotropic drug
4. การรักษาทางกายหรือการรักษาด้วยไฟฟ้า (Somatic Therapy) ใช้ในรายที่รุนแรง หรือผู้ป่วยรายที่ใช้ยาไม่ได้ผล อาจต้องรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT)
5. การรักษาด้วยการทำพฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy) เป็นการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ การเสริมแรง การให้รางวัล การลงโทษ และการดูรูปแบบที่เหมาะสม มาใช้ในการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และเสริมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม


ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10